คำศัพท์

protocol คือ ระเบียบ พิธีการในการติดต่อสื่อสาร เมื่อมาใช้กับเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม จึงหมายถึงขั้นตอนการติดต่อสื่อสาร ซึ่งรวมถึง กฎ ระเบียบ และข้อกำหนดต่าง ๆ รวมถึงมาตรฐานที่ใช้ เพื่อให้ตัวรับและตัวส่งสามารถดำเนินกิจกรรมทางด้านสื่อสารได้สำเร็จ
Telnet เป็น โปรแกรมแบบข้อความอย่างง่ายที่ช่วยให้คุณสามารถเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ อีกเครื่องหนึ่งโดยการใช้อินเทอร์เน็ต หากคุณได้รับสิทธิ์ในการเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าวจากเจ้าของ เครื่องหรือผู้ดูแล Telnet จะยินยอมให้คุณพิมพ์คำสั่งที่ใช้สำหรับการเข้าถึงโปรแกรมและการบริการต่างๆ ที่อยู่บนเครื่องคอมพิวเตอร์ระยะไกล ราวกับว่าคุณนั่งอยู่ตรงข้างหน้าเครื่องดังกล่าว สามารถใช้ Telnet ทำงานได้หลายอย่าง ซึ่งรวมถึงการเข้าถึงอีเมล ฐานข้อมูล หรือแฟ้ม
Hacker คือ ผู้บุกรุก เข้ามาในเครือข่าย โดยไม่ได้รับอนุญาติ และประสงค์ร้าย
Port คือ ช่ิองทางในการรับส่งข้อมูลในเครือข่าย ซึ่งแต่ละ port ต่างถูกกำหนดให้ใช้งานไม่เหมือนกัo
NAT คือ เซิฟเวอร์ที่ทำงาน เปลี่ยน IP ถายในเครือข่าย(private) ให้เป็น IP ที่ใช้ภายนอกเครือข่าย(public)
FTP คือ โปรโตคอล ที่ใช้รับส่งไฟล์ ระหว่างเครื่องลูกข่าย กับเซิฟเวอร์
Static Route คือ การกำหนดเส้นทางในการส่งข้อมูล โดยกำหนดโดยผู้ดูแลระบบ
Mobile device คือ อุปกรณ์ต่างๆ ที่สามารถพกพาไปใช้งานได้ เช่น โทรศัพท์มือถือ notebook
Packet คือ การส่งไฟล์เล็กๆ ที่บรรจุข้อมูลอะไรก้ได้ ออกไปยังเครื่องเซิฟเวอร์ หรือรับเข้ามา
DNS server คือ เครื่องเซิฟเวอร์ ที่ทำหน้าที่ เปลี่ยนโดเมนเนม (www.XXXXX.com) เป็น IP (127.0.0.0)
โพสท์ใน Wideareanetwork | ใส่ความเห็น

TCP/IP Model

1. ชั้นโฮสต์-เครือข่าย (Host-to-Network Layer)
โพรโตคอลสำหรับการควบคุมการสื่อสารในชั้น นี้เป็นสิ่งที่ไม่มีการกำหนดรายละเอียดอย่างเป็นทางการ หน้าที่หลักคือการรับข้อมูลจากชั้นสื่อสาร IP มาแล้วส่งไปยังโหนดที่ระบุไว้ในเส้นทางเดินข้อมูลทางด้านผู้รับก็จะทำงานใน ทางกลับกัน คือรับข้อมูลจากสายสื่อสารแล้วนำส่งให้กับโปรแกรมในชั้นสื่อสาร
2. ชั้นสื่อสารอินเทอร์เน็ต (The Internet Layer)
ใช้ประเภทของระบบการสื่อสารที่เรียกว่า ระบบเครือข่ายแบบสลับช่องสื่อสารระดับแพ็กเก็ต (packet-switching network) ซึ่งเป็นการติดต่อแบบไม่ต่อเนื่อง (Connectionless) หลักการทำงานคือการปล่อยให้ข้อมูลขนาดเล็กที่เรียกว่า แพ็กเก็ต (Packet) สามารถไหลจากโหนดผู้ส่งไปตามโหนดต่างๆ ในระบบจนถึงจุดหมายปลายทางได้โดยอิสระ หากว่ามีการส่งแพ็กเก็ตออกมาเป็นชุดโดยมีจุดหมายปลายทางเดียวกันในระหว่าง การเดินทางในเครือข่าย แพ็กเก็ตแต่ละตัวในชุดนี้ก็จะเป็นอิสระแก่กันและกัน ดังนั้น แพ็กเก็ตที่ส่งไปถึงปลายทางอาจจะไม่เป็นไปตามลำดับก็ได้

3. ชั้นสื่อสารนำส่งข้อมูล (Transport Layer)
แบ่งเป็นโพรโตคอล 2 ชนิดตามลักษณะ ลักษณะแรกเรียกว่า Transmission Control Protocol (TCP) เป็นแบบที่มีการกำหนดช่วงการสื่อสารตลอดระยะเวลาการสื่อสาร (connection-oriented) ซึ่งจะยอมให้มีการส่งข้อมูลเป็นแบบ Byte stream ที่ไว้ใจได้โดยไม่มีข้อผิดพลาด ข้อมูลที่มีปริมาณมากจะถูกแบ่งออกเป็นส่วนเล็กๆ เรียกว่า message ซึ่งจะถูกส่งไปยังผู้รับผ่านทางชั้นสื่อสารของอินเทอร์เน็ต ทางฝ่ายผู้รับจะนำ message มาเรียงต่อกันตามลำดับเป็นข้อมูลตัวเดิม TCP ยังมีความสามารถในการควบคุมการไหลของข้อมูลเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ส่ง ส่งข้อมูลเร็วเกินกว่าที่ผู้รับจะทำงานได้ทันอีกด้วย
4. ชั้นสื่อสารการประยุกต์ (Application Layer)
มีโพรโตคอลสำหรับสร้างจอเทอร์มินัลเสมือน เรียกว่า TELNET โพรโตคอลสำหรับการจัดการแฟ้มข้อมูล เรียกว่า FTP และโพรโตคอลสำหรับการให้บริการจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ เรียกว่า SMTP โดยโพรโตคอลสำหรับสร้างจอเทอร์มินัลเสมือนช่วยให้ผู้ใช้สามารถติดต่อกับ เครื่องโฮสต์ที่อยู่ไกลออกไปโดยผ่านอินเทอร์เน็ต และสามารถทำงานได้เสมือนกับว่ากำลังนั่งทำงานอยู่ที่เครื่องโฮสต์นั้น โพรโตคอลสำหรับการจัดการแฟ้มข้อมูลช่วยในการคัดลอกแฟ้มข้อมูลมาจากเครื่อง อื่นที่อยู่ในระบบเครือข่ายหรือส่งสำเนาแฟ้มข้อมูลไปยังเครื่องใดๆก็ได้ โพรโตคอลสำหรับให้บริการจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ช่วยในการจัดส่งข้อความไปยัง ผู้ใช้ในระบบ หรือรับข้อความที่มีผู้ส่งเข้ามา

โพสท์ใน Wideareanetwork | ใส่ความเห็น

ความแตกต่างระหว่าง UDP และ TCP

TCP และ UDP ทำหน้าที่ในการอนุญาตให้แอพลิเคชันแต่ละชนิด (หรือที่นิยมเรียกว่า “บริการ”) ของเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องสามารถติดต่อกันได้

ข้อ แตกต่างระหว่าง TCP และ UDP
TCP จะต้องมีการยืนยันว่าได้รับข้อมูลหรือไม่ ทำให้ข้อมูลมีมีความซับซ้อนมากขึ้น เหมาะสำหรับข้อมูลที่สำคัญมากๆ UDP จะไม่มีกลไกในการตรวจสอบการยืนยัน เหมาะสำหรับ Application ที่ต้องการแค่รับส่งข้อมูลเท่านั้น
โพสท์ใน Wideareanetwork | ใส่ความเห็น

จงกล่าวถึง Router ให้เข้าใจให้มากที่สุด

router
หน้าที่ คือการหาเส้นทางในการส่งผ่านข้อมูลที่ดีที่สุด และเป็นตัวกลางในการส่งต่อข้อมูลไปยังเครือข่ายอื่น ทั้งนี้ Router สามารถเชื่อมโยงเครือข่ายที่ใช้สื่อสัญญาณหลายแบบแตกต่างกันได้ไม่ว่าจะเป็น Ethernet, Token Rink หรือ FDDI ทั้งๆที่ในแต่ละระบบจะมี packet เป็นรูปแบบของตนเองซึ่งแตกต่างกัน โดยโปรโตคอลที่ทำงานในระดับบนหรือ Layer 3 ขึ้นไปเช่น IP, IPX หรือ AppleTalk เมื่อมีการส่งข้อมูลก็จะบรรจุข้อมูลนั้นเป็น packet ในรูปแบบของ Layer 2 คือ Data Link Layer เมื่อ Router ได้รับข้อมูลมาก็จะตรวจดูใน packet เพื่อจะทราบว่าใช้โปรโตคอลแบบใด จากนั้นก็จะตรวจดูเส้นทางส่งข้อมูลจากตาราง Routing Table ว่าจะต้องส่งข้อมูลนี้ไปยังเครือข่ายใดจึงจะต่อไปถึงปลายทางได้ แล้วจึงบรรจุข้อมูลลงเป็น packet ของ Data Link Layer ที่ถูกต้องอีกครั้ง เพื่อส่งต่อไปยังเครือข่ายปลายทาง
อุปกรณ์ภายใน
CPU ทำหน้าที่ปฏิบัติตามชุดคำสั่งและควบคุมการโอน ย้ายและประมวลผลข้อมูลทั้งหมด
Random access memory (RAM) ทำหน้าที่เก็บชุดคำสั่งและข้อมูลคอมพิวเตอร์กำลังทำงานอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้าข้อมูลหรือการนำออกข้อมูล
ROM จะใช้ในการจัดเก็บเริ่มต้นของโปรแกรมบูตสแตรปเตอร์, ซอฟแวร์ระบบปฏิบัติการและ power – on โปรแกรมการทดสอบวินิจฉัยNon-volatile RAM (NVRAM) ทำ หน้าที่เก็บข้อมูล แต่ NVRAM มักใช้เก็บค่า Config ที่ใช้ในการเริ่มการทำงานของ Computer  เมื่อ Com ถูกปิดกระทันหันหรือไฟดับ ขณะทำการ Update
Flash memory คือ หน่วยความจำขนาดเล็กประเภท non-volatiole ที่สามารถบันทึกข้อมูลลงไปได้โดยที่ไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ ข้อมูลไม่มีการสูญหายเมื่อปิดสวิตซ์  มีส่วนที่ใช้บันทึกข้อมูล เรียกว่า solid state chips ใช้กระบวนการทางไฟฟ้าในการบันทึกข้อมูลและมีตัวควบคุมการอ่านและเขียนในตัว เอง
Interfaces เป็นหน้าตาของ config เพื่อช่วยในการตั้งค่าของ router
หลักการทำงาน
เมื่อเปิดเครื่อง ซีพียูจะประมวลผล เรียกคำสั่งใน rom มาทำงาน เพื่อบูตระบบ และเรียกคำสั่ง config ต่างๆขึ้นมา เพื่อให้ router ทำงานตามที่เราได้ตั้งค่าไว้

โพสท์ใน Wideareanetwork | ใส่ความเห็น

อธิบายโครงสร้างลำดับขั้นของการเชื่อมต่อของประบบเครือข่าย

– Core Layer เป็นจุดศูนย์กลางและหัวใจหลักของเน็ตเวิร์ก ทำหน้าที่เชื่อมต่อ Distribution
Layer หลายๆตัวจุดเข้าไว้ด้วยกัน เลเยอร์นี้ควรสามารถรับส่งแพ็กเก็ตได้อย่างรวดเร็วมาก
อย่างไรดีในบางเน็ตเวิร์ก อุปกรณ์ที่ทำงานในเลเยอร์ Core Layer กับ Distribution
Layer อาจเป็นตัวเดียวกันก็ได้คือมีสวิตช์ตัวหลักหนึ่งตัวที่ทำหน้าที่เป็น Core Switchและมีสวิตช์ปลายทางหลายๆตัวทำหน้าที่เป็น Access Switch
– Distribution Layer เป็นจุกรองรับการเชื่อมต่อจาก Access Layer หลายๆจุดเข้าด้วยกัน
และผ่านต่อไปยัง Core Layer สำหรับ LAN และ Campus Network
อุปกรณ์ที่ทำงานอยู่ในเลเยอร์นี้มักเป็นสวิตช์ที่มีประสิทธิภาพ
มีฟีเจอร์ขั้นสูงพอสมควรและมีจำนวนพอร์ตมากพอสำหรับรองรับการเชื่อมโยงไปยั
งสวิตช์ที่ทำงานใน Access Layer สวิตช์ในเลเยอร์นี้ถือได้ว่าเป็นเสมือน จุดศูนย์รวม
ของสวิตช์ต่างๆที่อยู่ในเลเยอร์ Access Layer เพื่อให้ผู้ใช้ที่เชื่อมต่อเข้ากับสวิตช์ใน
Access Layer ตัวหนึ่งสามารถพูดคุยและสื่อสารกันกับผู้ใช้ที่เชื่อมต่อเข้ากับสวิตช์ตัวอื่นๆ
ใน Access Layer ได้ภายในสวิตช์ที่อยู่ใน Distribution Layer
นี้ควรมีการอิมพลีเมนต์ฟีเจอร์อย่างเช่น InterVLAN Routing ,Access Control
List หรือรวมไปถึง QoS และ Policy ต่างๆในการใช้งานเน็ตเวิร์กด้วย
สวิตช์ที่ทำงานในเลเยอร์นี้มักเป็นสวิตช์เลเยอร์ 3
– Access Layer จะเป็นเลเยอร์ที่ใกล้ชิดติดกับผู้ใช้มากที่สุด
เป็นจุดที่นำเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้เข้าสู่ระบบเครือข่าย สำหรับ LAN
และ Campus Network อุปกรณ์ที่ทำงานอยุ่ในเลเยอร์นี้มักเป็นสวิตซ์เลเยอร์ 2
ตัวเล็กๆที่มีจำนวนพอร์ตที่เพียงพอต่อการรองรับการเชื่อมต่อจากเครื่องคอมพิวเต
อร์ของผู้ใช้ผ่านทางสายเคเบิล เช่น UTP สวิตช์ที่ว่านี้จำเป็นต้องมีพอร์ต UPLINK
เพื่อเชื่อมโยงขึ้นไปนังสวิตช์ที่อยู่ในระดับ Distribution Layer หรือมีระดับ Core
Layer (แล้วแต่การออกแบบ)ความเหมาะสมของอุปกรณ์ที่ทำงานในเลเยอร์นี้คือ
ควรมีต้นทุนของอุปกรณ์ที่ต่ำ ยังไม่จำเป็นต้องมีฟีเจอร์ขั้นสูงมากนัก
และควรติดตั้งได้ง่ายใช้เวลาไม่นาน
————————————————————————————————————————
โพสท์ใน Wideareanetwork | ใส่ความเห็น

2.อธิบายคุณสมบัติของสถาปัตยกรรมเครือข่าย

1. ชั้นโฮสต์-เครือข่าย (Host-to-Network Layer)
โพรโตคอลสำหรับการควบคุมการสื่อสารในชั้น นี้เป็นสิ่งที่ไม่มีการกำหนดรายละเอียดอย่างเป็นทางการ หน้าที่หลักคือการรับข้อมูลจากชั้นสื่อสาร IP มาแล้วส่งไปยังโหนดที่ระบุไว้ในเส้นทางเดินข้อมูลทางด้านผู้รับก็จะทำงานใน ทางกลับกัน คือรับข้อมูลจากสายสื่อสารแล้วนำส่งให้กับโปรแกรมในชั้นสื่อสาร
2. ชั้นสื่อสารอินเทอร์เน็ต (The Internet Layer)
ใช้ประเภทของระบบการสื่อสารที่เรียกว่า ระบบเครือข่ายแบบสลับช่องสื่อสารระดับแพ็กเก็ต (packet-switching network) ซึ่งเป็นการติดต่อแบบไม่ต่อเนื่อง (Connectionless) หลักการทำงานคือการปล่อยให้ข้อมูลขนาดเล็กที่เรียกว่า แพ็กเก็ต (Packet) สามารถไหลจากโหนดผู้ส่งไปตามโหนดต่างๆ ในระบบจนถึงจุดหมายปลายทางได้โดยอิสระ หากว่ามีการส่งแพ็กเก็ตออกมาเป็นชุดโดยมีจุดหมายปลายทางเดียวกันในระหว่าง การเดินทางในเครือข่าย แพ็กเก็ตแต่ละตัวในชุดนี้ก็จะเป็นอิสระแก่กันและกัน ดังนั้น แพ็กเก็ตที่ส่งไปถึงปลายทางอาจจะไม่เป็นไปตามลำดับก็ได้

3. ชั้นสื่อสารนำส่งข้อมูล (Transport Layer)
แบ่งเป็นโพรโตคอล 2 ชนิดตามลักษณะ ลักษณะแรกเรียกว่า Transmission Control Protocol (TCP) เป็นแบบที่มีการกำหนดช่วงการสื่อสารตลอดระยะเวลาการสื่อสาร (connection-oriented) ซึ่งจะยอมให้มีการส่งข้อมูลเป็นแบบ Byte stream ที่ไว้ใจได้โดยไม่มีข้อผิดพลาด ข้อมูลที่มีปริมาณมากจะถูกแบ่งออกเป็นส่วนเล็กๆ เรียกว่า message ซึ่งจะถูกส่งไปยังผู้รับผ่านทางชั้นสื่อสารของอินเทอร์เน็ต ทางฝ่ายผู้รับจะนำ message มาเรียงต่อกันตามลำดับเป็นข้อมูลตัวเดิม TCP ยังมีความสามารถในการควบคุมการไหลของข้อมูลเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ส่ง ส่งข้อมูลเร็วเกินกว่าที่ผู้รับจะทำงานได้ทันอีกด้วย
4. ชั้นสื่อสารการประยุกต์ (Application Layer)
มีโพรโตคอลสำหรับสร้างจอเทอร์มินัลเสมือน เรียกว่า TELNET โพรโตคอลสำหรับการจัดการแฟ้มข้อมูล เรียกว่า FTP และโพรโตคอลสำหรับการให้บริการจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ เรียกว่า SMTP โดยโพรโตคอลสำหรับสร้างจอเทอร์มินัลเสมือนช่วยให้ผู้ใช้สามารถติดต่อกับ เครื่องโฮสต์ที่อยู่ไกลออกไปโดยผ่านอินเทอร์เน็ต และสามารถทำงานได้เสมือนกับว่ากำลังนั่งทำงานอยู่ที่เครื่องโฮสต์นั้น โพรโตคอลสำหรับการจัดการแฟ้มข้อมูลช่วยในการคัดลอกแฟ้มข้อมูลมาจากเครื่อง อื่นที่อยู่ในระบบเครือข่ายหรือส่งสำเนาแฟ้มข้อมูลไปยังเครื่องใดๆก็ได้ โพรโตคอลสำหรับให้บริการจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ช่วยในการจัดส่งข้อความไปยัง ผู้ใช้ในระบบ หรือรับข้อความที่มีผู้ส่งเข้ามา
——————————————————————————————————————–

 

โพสท์ใน Wideareanetwork | ใส่ความเห็น